เทคนิคและการเตรียมตัวสอบ GMAT

Posted on Updated on

เทคนิคและการเตรียมตัวสอบ GMAT 


เทคนิคและการเตรียมสอบ GMAT

1.GMAT คืออะไร?
GMAT เป็นข้อสอบที่ใช้ในการคัดเลือกคนเข้าศึกษาต่อ MBA ในสถาบันต่างๆทั่วโลก นอกจาก MBA แล้วปริญญาโท หลายๆโปรแกรมเช่น master of finance หรือ Phd in Finance หรือแม้แต่โครงการที่ผมกำลังเรียนอยู่ซึ่งไม่ใช่ MBA ก็ใช้คะแนน GMAT ในการคัดเลือกนักเรียนเช่นกัน

✎ การสอบ GMAT นั้น แบ่งออกเป็นสามส่วน 1. Quantitative 2. Verbal 3. AWA(essay writing)
โดยที่คะแนน GMAT ส่วนใหญ่แบ่งออกเป็นสองส่วน คือ ส่วนที่เป็นคะแนนรวม Quantitativeกับ Verbal และ คะแนน essay
คะแนนรวมนั้น range จะอยู่ระหว่าง 200-800 ซึ่งคะแนนนี้จะมาจากการคิดคะแนนรวมของ part Quantitative กับ Verbal
ส่วนคะแนน Writing นั้น จะอยู่ระหว่าง 0.0-6.0
✎การสอบ GMAT ต้องเสียค่าสอบ $250(ประมาณ 7,700บาท ณ อัตราแลกเปลี่ยนในวันที่ 8 ธันวาคม 54 ที่ 30.8 บาทต่อ 1 ดอลลาร์)
✎ ศูนย์สอบก.ท.ม. อยู่ที่ BB building ใกล้ๆตึกแกรมมี่ น่าจะเป็นศูนย์สอบเดียวกับ TOEIC  ถ้าผมจำไม่ผิดนะครับ
✎การสอบ GMAT เป็น ระบบ CAT ซึ่งใช้คอมพิวเตอร์ในการสอบเท่านั้น ไม่มีระบบ Paper based แบบ TOEFL ในสมัยก่อน

นี่เป็นข้อมูลคร่าวในการสอบ GMAT ครับ  ผมแนะนำให้ผู้ที่คิดจะสอบ GMAT อ่านเริ่มต้นแนวทางในการเตรียมสอบ GMAT เพราะข้อมูลนี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการวางแผนการอ่านได้มาก


2.ทำไมต้องสอบ GMAT

Q: ทำไมต้องเสียเงิน 7 พันกว่าบาท เพื่อไปสอบ GMAT? ทั้งๆที่หลายมหาวิทยาลัย ใน US ก็ไม่ได้ต้องการ คะแนน GMAT ในการเข้า MBA

A: เพราะมหาลัยที่มีชื่อเสียงส่วนใหญ่(แทบจะทั้งหมดเลย) ต้องการ GMAT GMAC(ผู้จัดสอบ GMAT)กล่าวว่า GMAT เป็น indicator ที่ดีในการวัดความสำเร็จในการเรียน MBA ในปีแรก ค่า correlation ระหว่างคะแนน GMAT กับ GPA ใน MBA ปีแรก อยู่ที่ 0.51 ในขณะที่ correlation ระหว่าง undergraduate gpa กับ GPA ใน MBA ปีแรก อยู่ที่ 0.28

หลายต่อหลายคนพอพูดถึง GMAT ก็จะคิดถึงความยากของข้อสอบ อย่างเช่น

อยากเรียนต่อโทที่อเมริกาคะและสนใจในด้าน Human Resource แต่ว่าส่วนตัวไม่ชอบเลข และไม่เก่งเลย และคิดว่าจะต้องสอบ GMAT ไม่ได้แน่ๆ เลยอยากทราบว่า

1.มี U ไหนที่อเมริกามีคอร์ส Human Resource ที่ไม่ได้อยู่ในโปรแกรม MBA แล้วไม่ต้องสอบ GMAT

2.แล้วถ้า Human Resource ไม่ได้อยู่ในโปรแกรม MBA มันจะมีลักษณะยังไง และแตกต่างจากที่อยู่ใน MBA มั้ย

3.แล้วถ้าจบ Human Resource แบบที่ไม่ใช่จากในMBA จะสามารถมาทำงานอย่างใดได้บ้าง

4.มี U ไหนที่แนะนำบ้างคะ รบกวนขอรายละเอียดด้วย

นี่คือหนึ่งในตัวอย่างที่หลายๆคนไม่อยากสอบ GMAT เพราะคิดว่าตัวเองไม่น่าจะทำคะแนนได้ดี คนเหล่านี้มักต้องการ มหาลัยที่ไม่ต้องใช้ GMAT ไม่ต้องเขียน statement of purpose แค่ส่งเกรดกับเงินค่าเทอมก็ได้เข้าไปเรียนแล้ว สำหรับคนที่คิดอย่างนี้และตอนนี้ต้องการไปเรียน MBA(โดยเฉพาะในต่างประเทศ)ผมบอกได้เลยว่ามหาลัยที่ไม่ต้องการ GMAT ก็ไม่ต้องการนักเรียนที่มีคุณภาพเช่นกัน

การเรียน MBA มีค่าใช้จ่ายสูงมาก  MBA โดยทั่วไปใน US ใช้เวลาเรียนประมาณ 2 ปี ค่าเรียน ค่ากินอยู่ทั้งหมด ผมบอกได้เลยว่า ไม่่ต่ำกว่าปีละ หนึ่งล้านห้าแสนบาท(แค่ค่าเทอมก็มากกว่าหนึ่งล้านแล้วครับ) ถ้าคุณเป็นพนักงานกินเงินเดือน เดือนละ 50000 บาท ถ้าสมมติว่าไม่มีค่าใช้จ่ายอะไรเลย คุณต้องเก็บเงินถึง ห้าปี เพื่อไปเรียน MBA สองปี
จะเห็นได้ว่าการเรียน MBA นั้นแพงกว่าซื้อรถเบนซ์อีก เพราะฉะนั้นการคิดว่าจะหลับหูหลับตาไม่สอบ GMAT เพื่อเสียเงินเกือบ สามล้านไปเรียนมหาลัยที่ไม่มีคุณภาพ ถ้าคิดได้แบบนี้อย่าไปเรียน MBA เลยดีกว่าครับ

ถึงแม้จะไม่มีความรู้ GMAT  ไม่เก่งเลข ไม่เก่งภาษาอังกฤษ ผมก็อยากให้ทุกคนที่คิดจะไปเรียน MBA เมืองนอกลองทำข้อสอบ GMAT ดูครับ พอพูดถึงค่าสอบ GMAT เพื่อนๆอาจจะบอกว่า ค่าสอบแพงมาก(ก็เกือบ 7 พันบาท) ถ้าไม่ใช่ลูกคนรวย คงไปลองสอบเล่นๆไม่ได้ ผมจะบอกเลยว่ามีวิธีที่จะรู้คะแนน GMAT ของตัวเองจริงๆ โดยที่ไม่ต้องเสียเงินสักบาทเลย คือการทำ official mock exam ของ GMAT ซึ่งทำได้ฟรี ซึ่งผมจะเขียนเกี่ยวกับเรื่องนี้ในหัวข้อการเตรียมตัวสอบ


3.เตรียมสภาพร่างกายให้พร้อมก่อน สอบGMAT

การสอบ GMAT นอกจากความรู้ในเนื้อหา part quantitative และ part verbal สิ่งที่สำคัญและอาจทำให้คะแนนคุณ ตกจาก 650 เหลือ 550 คือสมาธิและความทรหดอดทนในการสอบ
GMAT แบ่งเป็น 3 part
1. AWA ใช้เวลา 1 ชม.
2. Quantitative 1.15 ชม.
3. Verbal 1.15 ชม.

รวมเวลาที่ต้อง กรอกข้อมูลใส่ มหาลัยที่เราต้องการจะส่งข้อมูลไป และอ่าน instruction ก็บวกอีกไปประมาณ 10 นาที ดังนั้น ถ้าเวลาที่เราต้องมองหน้าจอก็เกือบๆ 3 ชั่วโมง 40 นาที คนที่ไม่ชินกับการทำข้อสอบและมองหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน จะเกิดอาการเบลอ หลังจากชม. ที่ 2 เพราะต้องอ่าน passage ยาวๆ ของ GMAT

ฉะนั้นก่อนที่จะเริ่มต้นอ่าน GMAT ด้วยตัวเอง ผู้สอบควรจะเตรียมสภาพร่างกายให้ชินกับบรรยากาศในการสอบ ดังนี้
1.เริ่มต้นจากเปลี่ยนพฤติกรรมมาอ่านหนังสือจาก computer บน pdf แทนที่จะซื้อหนังสือ จริงๆมาอ่าน คนที่ยังไม่ชินแรกๆ จะปวดตา ลองแก้ปัญหาด้วยการลด brightness ของ monitor จะทำให้หนังสือได้นานขึ้น นอกจากนี้การอ่านใน computer ยังประหยัดค่าหนังสือ ได้อีกหลายพันบาท ยิ่งถ้าคุณมี laptop ก็ไม่จำเป็นต้องพกพาหนังสือเล่มหนาไปไหนมาไหน ใช้ laptop เครื่องเดียว อ่านทั้งตัวเนื้อหาและทำข้อสอบไปพร้อมกันได้
2.ซื้อแผ่นใส และปากกาเขียนแผ่นใสที่ลบได้ ที่ต้องทำเช่นนี้เพราะในการสอบ GMAT จริงๆ ศูนย์สอบจะไม่อนุญาตให้เอาเครื่องเขียนใดๆ เข้าไปในห้องสอบ นอกจากนี้ศุนย์สอบจะใช้แผ่นใสซึ่งมีพื้นเป็นกระดาษขาวตีตาราง ให้ผุ้สอบนำมาใช้ทดเลขและร่างessay ตอนที่ผมฝึกอ่าน GMAT ผมใช้กระดาษ A4 สีขาวเป็นกระดาษทด พอมาเจอข้อสอบจริงก็รู้สึกไม่ชินกับการใช้แผ่นใส เพราะผมมักทดเลขตัวใหญ่ และแผ่นใสที่ให้มา(ประมาณ 6 แผ่น) ก็ไม่พอ ทำให้ผมต้องลบส่วนที่คำนวนบางส่วนออกไป ซึ่งนอกจากเสียเวลายังทำให้เสียสมาธิในการทำข้อสอบด้วย
3. ฝึกเขียน essay หรือเล่น msn บนคอมพิวเตอร์(ตอนนี้คงเป็นเล่น FB แทน) สำหรับคนที่เล่นคอมพิวเตอร์บน Notebook ผมแนะนำให้ลองฝึกเขียน essay โดยโช้แป้นคีย์บอร์ด สำหรับ PC เพราะแป้นคีย์บอร์ดของ notebook นั้นเล็กกว่าคีย์บอร์ด ของ PC มาก การวางนิ้วอาจจะไม่ชิน ทำให้เสียเวลาในการพิมพ์ essay part awa
4.สมัคร GMAT ไว้ล่วงหน้าก่อน deadline ส่ง application อย่างน้อย 1 เดือน เพราะว่าถ้าได้คะแนนน้อยในครั้งแรกเราจะได้มีโอกาสสอบซ่อมได้ การสมัคร GMAT ไว้ล่วงหน้าก่อนอ่านหนังสือ ช่วยสร้างวินัยให้กับเราเพื่อจะได้แบ่งเวลามาเตรียมตัวสออบอ่านตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อนผมหลายคน บอกว่า จะอ่านGMAT ให้แน่นๆก่อนแล้วค่อยสมัครสอบทีเดียว วิธีคิดแบบนี้ ผมไม่แนะนำเด็ดขาด เพราะท้ายที่สุดเท่าที่ผมเห็น คือเพื่อนผมหลายคน พลาดโอกาสได้คะแนนดีๆเพราะสอบไปแค่ครั้งเดียว ไม่มีเวลาให้สอบให้ทันรอบสอง เพราะฉะนั้นเผื่อเวลาในการสอบ ซ่อม GMAT ให้ได้อย่างน้อยสองครั้งครับ


4. เริ่มอ่าน GMAT
บรรดาที่สอนพิเศษหลายๆที่ มักโฆษณาว่า ถ้ามาเรียน GMAT กับทางสถาบันหรือติวเตอร์ จะสามารถเพิ่มคะแนนได้แน่นอน ยกตัวอย่างเช่นที่ pXXXXX ที่ guarantee ว่าเพิ่มคะแนนได้ 50 คะแนนจากการทดสอบครั้งแรก

การทำข้อสอบ pre-test ก่อนเรียน GMAT เป็นวิธีการที่ไม่ถูกต้องเลย เพราะคะแนนที่ได้ไม่สะท้อนความรู้ที่แท้จริง มันแค่สะท้อนว่าเรารู้จักตัวข้อสอบดีแค่ไหน ซึ่งการที่จะเข้าใจโครงสร้างของข้อสอบนั้น เราไม่จำเป็นต้องไปเสียเงิน 2-3 หมื่นเพื่อให้ติวเตอร์มาสอนเรา ตรงกันข้ามเราสามารถใช้หนังสือที่หาโหลดได้ฟรี(เดี๋ยวผมจะเอาลิงค์ให้ครับ) บวกโปรแกรมที่ Official GMAT mock exam ให้เราโหลดฟรี ที่นี่ครับ 
กับเวลาอีกประมาณ 4-5 ชม. ก็สามารถเข้าใจโครงสร้างของ ข้อสอบGMAT ได้

สำหรับหนังสือที่ผมเห็นว่ามีประโยชน์ในการเข้าใจโครงสร้างข้อสอบ GMAT คือ หนังสือ “cracking GMAT” จาก princeton review
ตัวหนังสือมีขายที่ร้านหนังสือภาษาอังกฤษอย่างเช่น kinokuniya, asia books, และที่ศูนย์หนังสือจุฬา
ถ้าเค้าไปอ่าน review ใน amazon จะเห็นว่า rating ของหนังสือ เล่มนี้ต่ำมาก และบอกว่า “This book does a nice job of introducing the format of the GMAT, what it is, etc. If you are completely ignorant about what the GMAT is, then it may be worth your time to drive over to the local bookstore and thumb through the first couple of chapters. Beyond that there is very little useful information to be found in this book. In fact, I think that the strategies outlined for the quantitative section are simply misleading and wrong. ”

ซึ่งผมเห็นด้วยเป็นอย่างยิ่ง หนังสือเล่มนี้บอกเราแค่ว่า GMAT ใช้ทริกอะไรในการวางคำตอบหลอก และโครงสร้างของตัวข้อสอบ GMAT ข้อดีของหนังสือเล่มนี้ คือ ใช้ภาษาที่อ่านง่าย ชัดเจน แต่ข้อเสียคือ ไม่ได้ให้ข้อมูลอะไรที่ใช้ในการสอบเลย นอกจากเทคนิคการเดา เนื้อหาที่ให้ก็น้อยมากไม่พอสำหรับการสอบ ผมไม่แนะนำให้ซื้อหนังสือเล่มนี้เด็ดขาดครับ เพราะเราโหลดมันฟรีๆได้ตามลิงค์นี้

http://www.mediafire.com/?kwdf6yk49996psw และ http://www.mediafire.com/?sy34bkxicrqq3kz

ลิงค์ด้านบน ผมรวมหนังสือ GMAT ไว้หลายๆเล่มอยู่ใน file zip ไว้ ซึ่งในนั้น ก็มี cracking GMAT รวมอยู่ด้วยครับ

ต่อจากหนังสือก็มาที่ Program test prep ของ GMAT โปรแกรมตัวนี้จะ มี mock exam อยู่ 2 test ซึ่ง mock exam คือข้อสอบเก่าๆที่ใช้ในการสอบ GMAT จริงๆ ลักษณะของคำถามในข้อสอบตัวนี้จะเหมือนข้อสอบจริงมากที่สุด คะแนนที่ได้จากการทำข้อสอบตัวนี้ จะเหมือนกับคะแนนที่จะได้จากการสอบ GMAT จริง (+- ไม่เกิน 20 คะแนน) สิ่งที่ผมจะแนะนำคือ ไปโหลดโปรแกรมตัวนี้มาฟรี(สมัครสมาชิกก่อนนะครับ แค่ ใส่ email กับ password) แล้วอ่าน section “about the gmat” และ “math review” ให้หมด ก่อนที่จะไปสู่ขั้นต่อไป

หลังจาก คุณได้อ่านหนังสือ cracking gmat กับ ได้อ่านข้อมูล จาก test prep แล้ว ก็เริ่มทำข้อสอบจริงได้เลยครับ

การเตรียมตัวทำข้อสอบจริง ซึ่งเป็น pre-test นั้น คุณต้องหาเวลาว่างประมาณ 2.30 ชม(ในกรณีที่ไม่เขียน essays) และกระดาษทด(แนะนำให้ใช้แผ่นใสรองด้วยกระดาษขาว) กับ ห้องเงียบที่ไม่มีใครมารบกวน หลายคนอาจจะเสียดายที่ต้องทำข้อสอบ pretest เพราะ ว่าอยากใช้ทำก่อนสอบทีเดียว เพราะ มีข้อสอบ แค่สองชุด ส่วนตัวแล้วผมแนะนำให้ทำข้อสอบเลยเพราะ จะได้รู้ว่าเรานั้นมีคะแนนอยู่ช่วงไหนและจะได้วางแผนการอ่านหนังสือได้ถูก นอกจากนี้อาจใครบางส่วนที่กลัวว่าจะจำข้อสอบได้แล้วพอมาทำอีกทีหลังจากอ่านหนังสือจบแล้ว ผลคะแนนที่ได้จะ bias ผมบอกได้เลยว่า เป็นไปได้ยากครับ เพราะ หลังจากทำข้อสอบไม่นานคุณก็ลืมหมดแล้วว่าข้อสอบมีอะไรบ้าง สิ่งเดียวที่จะจำได้ขึ้นใจ คือ คะแนนที่จะบอกทันทีหลังจากทำข้อสอบเสร็จ

เนื้อหาที่ผมเขียนในบทความนี้ไม่ได้นำไปใช้ได้กับคนที่คิดจะอ่าน GMAT ด้วยตัวเองอย่างเดียวนะครับ สำหรับคนที่คิดว่าตัวเองไม่มีเวลา และจะไปเรียนตามโรงเรียนสอนพิเศษ อย่าง princeton หรือ kaplan ก็ควรจะอ่านไว้ด้วยเช่น ยิ่งคนที่ไปเรียนกับติวเตอร์ส่วนตัว ยิ่งควรจะอ่านหนังสือและเนื้อหาในโปรแกรมก่อนที่จะให้ติวเตอร์สอน เพราะการเตรียมตัวตรงนี้จะช่วยคุณประหยัดชั่วโมงในการติวไปได้หลายชม.เลย


5.วิเคราะห์จุดอ่อนจุดแข็งของตัวเอง
หลังจากที่ทำข้อสอบ mock exam ของ gmat prep test แล้ว โปรแกรมจะคำนวนคะแนน ที่คุณจะได้ในการสอบจริงขึ้นมา คะแนนตัวนี้จะเป็น indicator ที่สำคัญที่สุดว่าคุณมีคะแนนอยู่ระดับไหน คะแนนตัวนี้มีความแม่นยำ กว่าคะแนนที่ได้จาก การสอบ mock exam ของ kaplan หรือ princeton แน่นอน

นอกจากคะแนนรวมแล้ว ตัวโปรแกรมจะให้รายละเอียด(break up)ของคะแนน part quantitative และ part verbal ออกมา คะแนนสองตัวนี้สำคัญมากเพราะมันจะช่วยเราวางแผนการเรียน gmat ให้มีประสิทธิภาพมากที่สุดในเวลาที่เรามี่อยู่

การวิเคราะห์คะแนน และวางแผนการอ่าน gmat นั้นขึ้นอยู่กับเป้าหมาย gmat ของเราด้วย เพราะฉะนั้นสิ่งต่อไปที่เราควรจะทำ คือหาเป้าหมาย GMAT ของตัวเอง มหาลัยดังบางแห่งคะแนนเฉลี่ย GMAT ก็สูงมากๆ อย่างเช่น Stanford GSB ค่ากลาง(median) ของนักเรียนที่ได้เข้าเรียน MBA ที่ Stanford GSB อยู่ที่ 730 ส่วน range คะแนนอยู่ 540-800 หลักการของผมในการคำนวนเป้าหมายของเราคือ เอาค่ากลางเพิ่มไปอีก 20 คะแนน ดังนั้นสมมติว่าถ้าผมต้องการเข้า Stanford ผมควรจะได้คะแนนใน prep test อย่างน้อย 750 คะแนน
คะแนนเฉลี่ยของ MBA เราสามารถหาได้จาก web ของมหาลัยที่เราต้องการสมัคร อย่างเช่น stanford ก็เข้าไปดูในเว็บไซต์นี้ครับ

http://www.gsb.stanford.edu/mba/admission/ มหาลัยที่มีชื่อเสียงทุกมหาลัยจะมีข้อมูลตรงส่วนนี้เผยแพร่ทั้งนั้น

การที่เราได้คะแนนเกิน median จะทำให้เรามีโอกาสได้เรียนในมหาวิทยาลัยที่เราต้องการเลยมั้ย?

คำตอบ คือไม่ ครับ เพราะการพิจารณา application ของนักเรียน MBA ทางมหาลัยจะพิจารณาจากหลายๆส่วน : statement of purpose, letter of recommendation, work experience, undergrad GPA เพราะฉะนั้น คะแนน GMAT ไม่ใช่ทุกสิ่งทุกอย่างสำหรับ MBA ครับ  แต่ยิ่งมีสูงเท่าไหร่ก็ยิ่งได้เปรียบ

หลังจากได้เป้าหมาย ของเราแล้ว ก็มาถึงการวิเคราะห์คะแนนที่ได้จากการสอบ GMAT prep test กันครับ

ถ้านางสาว A มีเป้าหมาย GMAT ที่ 650 คะแนน แต่คะแนน prep test ของเธออยู่ที่ 600 (Q47 V27) จะทำยังไงเพื่อเพิ่มคะแนนของนางสาว A ให้ถึง 650 ได้ในระยะเวลาน้อยที่สุดและมีความเป็นไปได้มากที่สุด

ก.เน้น part quantitative ทำโจทย์เยอะๆ ให้คะแนน quant อยู่ที่ 49-51(ถ้าได้ Q50 V27 total score จะอยู่ที่ 650)

ข.เน้น part verbal ให้ได้เกิน 34 ขึ้นไป( ถ้าได้ Q47 V34 total score จะอยู่ที่ 650)

คำตอบ คือ ข. ครับ ทำไมถึงเป็น ข ?

เพราะการเพิ่มคะแนน GMAT ใน section ที่เราได้คะแนนสูงอยู่แล้ว Q47 ไป Q50 ซึ่งแม้จะเพิ่มเพียงแค่ 3 คะแนน ทำได้ยากกว่าการเพิ่มคะแนน V27 ไปที่ V34 เยอะครับ เหตุผลตรงนี้ผลคงจะไม่อธิบายเพราะต้องลงลึกไปถึง algorithm การคิดคะแนนของ GMAT ที่ต้องใช้สถิติประยุกต์ขั้นสูงเข้ามาอธิบายด้วย สิ่งที่ผมจะสรุปก็คือ ถ้าจะเพิ่มคะแนน GMAT ให้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เราต้อง focus จุดอ่อนของเรา ไม่ใช่ไปเน้นย้ำจุดแข็ง

พอมาถึงตรงนี้เราก็จะรู้แล้วว่า เรามีจุดอ่อน ในส่วนของ quantitative หรือ verbal กันแน่ แต่แค่รู้ภาพรวมก็ยังไม่พอครับ เราต้องรู้ด้วยว่าถ้าเราไม่ถนัดส่วนไหนของมัน

Part quantitative จะแบ่งออกเป็นหลัก 2 เรื่อง คือ

  1. Problem solving(PS)
  2. Data sufficiency(DS)

Part verbal จะแบ่งเป็น

  1. Reading comprehension(RC)
  • Critical reasoning(CR)

  • Sentence correction(SC)

  • การที่เราจะรู้ได้ว่าเรามีจุดอ่อนตรงส่วนไหนมีสองวิธี 1. ให้กลับไปดูที่ prep test ครับซึ่งมันจะมี option ให้เราเข้าไปตรวจคำตอบ สิ่งที่เราต้องทำคือ ตรวจสอบว่า เราผิดในส่วนไหนมากที่สุด แต่วิธีนี้มันจะมีความผิดพลาดทางข้อมูล เพราะระบบการสอบเป็น ระบบ computer adaptive test ทำให้ความยากของข้อสอบแต่ละข้อไม่เท่ากัน 2. ซึ่งเป็นวิธีที่ผมแนะนำให้ทำคือ เข้าไปในส่วนของ practice content และเลือกทำ review question ในแต่ละ part ซึ่งจะแบ่งออกเป็น 5 section คือ PS DS RC CR RS ให้ทำทุกเซกชั่นเลยแล้วมาดูว่าเราได้คะแนน part ไหนต่ำที่สุด เวลาเริ่มต้นอ่าน GMAT เราควรจะเริ่มต้นอ่านจาก part นั้นก่อน


    บทความนี้ขออนุญาตนำบทความของคุณ Badpidd ที่ได้ให้ข้อมูลและเทคนิควิธีในการเตรียมตัวสอบ GMAT  ค่ะ โดยคุณ Badpidd

    ที่ได้เล่าให้ฟังถึง “เทคนิคการเตรียมตัวสอบและวิธีการเริ่มอ่าน GMAT ” การวิเคราะห์จุดแข็งจุดอ่อนของตัวเอง และแนะนำหนังสือ GMAT ค่ะ

    ขอขอบคุณ ผู้เขียน: คุณ Badpidd หรือเข้าไปที่ Blog http://badpidd.bloggang.com

    ที่มา  www.pantip.com

    Advertisements

    ใส่ความเห็น

    Fill in your details below or click an icon to log in:

    WordPress.com Logo

    You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

    Google+ photo

    You are commenting using your Google+ account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

    Twitter picture

    You are commenting using your Twitter account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

    Facebook photo

    You are commenting using your Facebook account. Log Out /  เปลี่ยนแปลง )

    Connecting to %s